มนุษย์ทุกยุคทุกสมัยต่างพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่ลึกที่สุดของชีวิต และนี่คือจุดเริ่มต้นของศาสตร์ที่เรียกว่า “จิตวิทยาเชิงบวก” (Positive Psychology)
คนเราเกิดมาทำไม?
แล้วอะไรคือความสุขของการมีชีวิตอยู่?
ทฤษฎีเกี่ยวกับสุขภาวะ (Theories of Well-being)
พัฒนาการด้านการมีสุขภาวะที่ดี (well-being) มีการพัฒนามาตั้งแต่สมัยยุคกรีกโบราณ เพื่อตอบคำถามสำคัญสองข้อข้างต้น โดยนักจิตวิทยาสมัยใหม่ได้แบ่งแนวคิดทางปรัชญาเกี่ยวกับสุขภาวะออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ (Deci & Ryan, 2008)
เฮโดนิกส์ (Hedonic Well-being)
แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ “ความพึงพอใจในชีวิต” (life satisfaction) — ความสุขที่มาจากความรู้สึกดี พอใจ และเพลิดเพลิน
ยูไดโมนิกส์ (Eudaimonic Well-being)
แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับ “ความหมายและเป้าหมายในการดำรงชีวิต” (meaning and purpose) — ความสุขที่มาจากการได้เติบโตและทำสิ่งที่มีคุณค่า
สองแนวคิดนี้คือรากฐานทางปรัชญาที่ส่งต่อมาถึงจิตวิทยาเชิงบวกในเวลาต่อมา ว่าแท้จริงแล้ว “ความสุขที่ดี” ควรประกอบด้วยทั้งความรู้สึกที่ดี และการมีชีวิตที่มีความหมายควบคู่กัน
จากปรัชญา สู่ “ศาสตร์” — และความสุข 3 ระดับของ Seligman
แม้คำถามเรื่องความสุขจะเก่าแก่นับพันปี แต่จิตวิทยาเชิงบวกในฐานะ “ศาสตร์” เพิ่งถือกำเนิดอย่างจริงจังในปี 1998 เมื่อ Martin Seligman ขณะดำรงตำแหน่งนายกสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (APA) ได้เสนอให้วงการจิตวิทยาหันมาให้ความสำคัญกับ “การสร้างสิ่งที่ดีในตัวมนุษย์” ไม่ใช่เพียงการรักษาโรคหรือซ่อมแซมสิ่งที่บกพร่องเท่านั้น
ในหนังสือ Authentic Happiness (2002) Seligman ได้อธิบายว่าเส้นทางสู่ความสุขของมนุษย์นั้นมีอยู่ 3 ระดับ ที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของทฤษฎีในยุคต่อมา
ชีวิตที่รื่นรมย์ (The Pleasant Life)
ความสุขจากการมีอารมณ์เชิงบวกต่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต เช่น ความรู้สึกขอบคุณ การเพลิดเพลินกับปัจจุบัน และความหวัง — เป็นความสุขระดับพื้นฐานที่สัมผัสได้ง่าย แต่ก็จางหายได้เร็ว
ชีวิตที่ผูกพัน (The Engaged / Good Life)
ความสุขที่ลึกขึ้น เกิดจากการรู้จัก “จุดแข็งเฉพาะตัว” (signature strengths) ของตนเอง แล้วได้ใช้มันอย่างเต็มที่จนเกิดภาวะลื่นไหล (Flow) ในงาน ความรัก และการใช้ชีวิต
ชีวิตที่มีความหมาย (The Meaningful Life)
ความสุขระดับที่ยั่งยืนที่สุด เกิดจากการนำจุดแข็งของตนไปรับใช้สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เช่น ครอบครัว ชุมชน หรือสังคม
ต่อมา Seligman พบว่าการวัดความสุขด้วย “ความพึงพอใจในชีวิต” เพียงอย่างเดียวนั้นแคบเกินไป เพราะมันผูกอยู่กับอารมณ์ชั่วขณะมากเกินไป เขาจึงพัฒนาแนวคิดให้กว้างและมั่นคงขึ้น จาก “ทฤษฎีความสุข” (Authentic Happiness) ไปสู่ “ทฤษฎีสุขภาวะ” (Well-being Theory) ในหนังสือ Flourish (2011) ซึ่งก็คือกรอบแนวคิด PERMA ที่เพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสัมพันธ์และความสำเร็จเข้ามา (รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป)
อะไรเป็นตัวกำหนดความสุขของเรา?
Lyubomirsky, Sheldon, Schkade (อ้างถึงใน The Happiness Hypothesis; Haidt, 2006; ฉบับภาษาไทยโดย โตมร ศุขปรีชา, 2019) ได้ทบทวนปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อความสุข และพบว่ามีปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างกันสองประเภท ได้แก่
- เงื่อนไขในชีวิตที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก หรือต้องใช้เวลานานในการเปลี่ยน เช่น เชื้อชาติ เพศ อายุ ความพิการ
- กิจกรรมที่ทำโดยสมัครใจ เช่น การนั่งสมาธิ การออกกำลังกาย การเรียนรู้ทักษะใหม่ และการเข้าร่วมกิจกรรมเชิงบวกต่าง ๆ (positive activities)
เมื่อนำมาประกอบกัน จึงได้เป็น “สูตรแห่งความสุข”
ระดับความสุขที่ประสบจริง (H) เท่ากับ ค่าตั้งต้นทางชีววิทยา (S) บวกกับ เงื่อนไขในชีวิต (C) บวกกับ กิจกรรมที่ทำโดยสมัครใจ (V) จุดสำคัญคือ ในสามตัวแปรนี้ สิ่งที่เรา “เลือกลงมือทำเอง” ได้มากที่สุดคือ V นั่นเอง
น่าสนใจว่าแนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักคำสอนสำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 — ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบาย ได้แก่ ความทุกข์ (ทุกข์), เหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทัย), ความดับทุกข์ (นิโรธ) และทางแห่งความดับทุกข์ (มรรค) ซึ่งมีองค์ประกอบ 8 ประการ ได้แก่
- สัมมาทิฐิ — การเห็นชอบ (Right View)
- สัมมาสังกัปปะ — การดำริชอบ (Right Thought)
- สัมมาวาจา — การเจรจาชอบ (Right Speech)
- สัมมากัมมันตะ — การประพฤติชอบ (Right Action)
- สัมมาอาชีวะ — การเลี้ยงชีพชอบ (Right Livelihood)
- สัมมาวายามะ — การเพียรชอบ (Right Effort)
- สัมมาสติ — การตั้งสติชอบ (Right Mindfulness)
- สัมมาสมาธิ — การตั้งมั่นชอบ (Right Concentration)
จะเห็นได้ว่าองค์ประกอบของมรรคทั้ง 8 ล้วนเป็น “กิจกรรมที่สามารถทำได้โดยสมัครใจ” (V) ทั้งสิ้น
หัวใจของจิตวิทยาเชิงบวก: สร้างสิ่งที่ดี ไม่ใช่แค่ซ่อมสิ่งที่พัง
การทำงานเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะในมุมมองของจิตวิทยาเชิงบวก (Seligman, 2011) จึงมุ่งเน้นไปที่สาเหตุที่ทำให้เกิดสุขภาวะอย่างแท้จริง (real thing) มากกว่าการพยายามเพิ่ม “ความพึงพอใจในชีวิต” (life satisfaction) เพียงอย่างเดียว ซึ่งผูกโยงกับเงื่อนไขชีวิตที่เปลี่ยนแปลงได้ยากและใช้เวลานาน โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความรู้สึกและการจัดการภายในของผู้คนต่อสิ่งที่ประสบพบเจอ นั่นคือการ
“สร้างสิ่งที่ดีต่อชีวิตที่เหลืออยู่ แทนที่การซ่อมแซมสิ่งที่หายไป”
อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนสามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการดำรงชีวิตในระยะยาวได้
PERMA: 5 องค์ประกอบของความเจริญงอกงาม (Flourish)
ในปี 2011 หนังสือ ความเจริญงอกงาม (Flourish) ได้ถูกตีพิมพ์ โดย Seligman ได้รวบรวมความรู้และงานวิจัยของเขาและนักวิชาการจากทั่วโลก เพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับองค์ประกอบของความเป็นอยู่ที่ดี และสังเคราะห์ออกมาเป็น P.E.R.M.A. โดยแต่ละองค์ประกอบถูกคัดเลือกจากเกณฑ์ว่า เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดี, เป็นสิ่งที่ผู้คนเห็นคุณค่าในตัวมันเอง และสามารถวัดได้อย่างอิสระจากองค์ประกอบอื่น (Seligman, 2011, หน้า 28)
อารมณ์เชิงบวก (Positive Emotions)
ส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยของ Barbara Fredrickson (2010, 2011) ที่แสดงว่าอารมณ์เชิงบวกเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเป็นอยู่ที่ดี โดยระบุ 10 อารมณ์เชิงบวก ได้แก่ สนุกสนาน รู้สึกขอบคุณซาบซึ้ง รู้สึกสงบ มีแรงบันดาลใจ มีความหวัง รัก รู้สึกเคารพ เพลิดเพลิน ตื่นเต้นสนใจ และภาคภูมิใจ
ความรู้สึกมีส่วนร่วมในสิ่งที่ทำ (Engagement)
จากงานวิจัยของ Mihaly Csikszentmihalyi เรื่องการทำงานแบบลืมวันเวลา (Flow) (2005, 2011) เราเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อทักษะของเราพอดีกับความท้าทายที่พบ และยังเชื่อมโยงกับทฤษฎีการกำกับตนเองของ Deci & Ryan (1980, 1985, 2000) เรื่องแรงจูงใจภายในผ่านการนำตนเอง (Autonomy) ความสามารถ (Competence) และความสัมพันธ์ (Relatedness)
ความสัมพันธ์ที่ดี (Positive Relationships)
พัฒนามาจากงานวิจัยของ Christopher Peterson และ Seligman ที่รู้จักกันในวลี “Other people matter” ซึ่งเน้นว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมและความสัมพันธ์ที่ดีคือหัวใจของสุขภาวะ สนับสนุนเพิ่มเติมโดย Baumeister & Leary (1995)
การรับรู้ถึงความหมายของชีวิตหรือสิ่งที่ทำ (Meaning)
เชื่อมโยงกับงานวิจัยของ George Vaillant (Norrish, 2015; Seligman, 2011) ที่ชี้ว่าความเป็นอยู่ที่ดีถูกขับเคลื่อนด้วยการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มาจากความคิดและการให้ความหมายต่อสิ่งที่เราทำ
การบรรลุถึงเป้าหมาย (Accomplishment)
มีฐานจากงานวิจัยของ Senia Maymin (Seligman, 2011) ว่าด้วยวิธีที่เรามุ่งมั่นเพื่อความสำเร็จ ความสามารถ (performance) สิ่งที่ได้รับ (gain) และการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในชีวิต
โดย 4 องค์ประกอบแรก (P.E.R.M.) ถือเป็นแกนสำคัญของทฤษฎี ส่วนการบรรลุถึงเป้าหมาย (Accomplishment) เป็นองค์ประกอบที่ประเมินในรูปแบบของช่วงเวลา (momentary form) อันเกิดจากการให้ความหมายของตนเองต่อความสำเร็จในแต่ละช่วงของชีวิต
แล้ว “จิตวิทยาเชิงบวก” คืออะไร?
โดยสรุปตามมุมมองของผู้เขียน จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) หมายถึง
สังเคราะห์และเรียบเรียงโดย นายอรุณฉัตร คุรุวาณิชย์ ร่วมด้วย นางสาววิภาพร อุ่นเจริญกุล และ นางสาวกัญจน์ณัฏฐ์ แซ่อึ้ง · ภาพประกอบโดย นายดิเรกฤทธิ์ พิมพ์สอน
เอกสารอ้างอิง
Haidt, J. (2019[2006]). The Happiness Hypothesis: Finding Modern Truth in Ancient Wisdom; วิทยาศาสตร์แห่งความสุข. แปลไทยโดย โตมร ศุขปรีชา. กรุงเทพฯ: SALT Publishing.
Deci, E. L., & Ryan, R. M. (2008). Hedonia, eudaimonia, and well-being.
Fredrickson, B. (2010[2011]). Positivity. London: Oneworld Publications.
Seligman, M. E. P. (2002). Authentic Happiness. New York: Free Press.
Seligman, M. E. P. (2011). Flourish: A Visionary New Understanding of Happiness and Well-being. Random House Australia.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2542). หลักสูตรอารยชน. กรุงเทพฯ: วัดญาณเวศกวัน.



0 responses on "ความหมายของ จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology)"